เคล็ดลับการกู้เก็บว่าน

สารบัญ: คลิ๊กเลือกอ่าน

เคล็ดลับการกู้เก็บว่าน

ฉบับก่อนๆหน้านี้ ผู้เขียนได้เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่อง “เคล็ดลับการปลูกว่าน” มาแล้ว ต่อไปผู้เขียนจะเผยเคล็ดลับในการกู้เก็บว่าน และการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของว่านในด้านต่างๆ ที่หลายๆท่านอาจจะยังไม่ทราบหรือมองข้ามไปกันครับ

ว่านในช่วงฤดูแล้งโดยเฉพาะกลุ่มกระเจียว และขมิ้น(Curcuma spp.)จะเริ่มพักตัวตามธรรมชาติ เพื่อรอฝนแรกและเจริญงอกงามในฤดูฝนต่อไป
ว่านในช่วงฤดูแล้งโดยเฉพาะกลุ่มกระเจียว และขมิ้น(Curcuma spp.)จะเริ่มพักตัวตามธรรมชาติ เพื่อรอฝนแรกและเจริญงอกงามในฤดูฝนต่อไป

ว่านทิ้งใบตายหรือไม่? เป็นเพราะอะไร?

หลังจากสิ้นฤดูฝน และย่างเข้าสู่ฤดูหนาวนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา ว่านหลายตัวที่หัวเริ่มแก่เต็มที่แล้ว และปริมาณน้ำฝนลดลงมากจนฝนแล้งไป ว่านทั้งหลายจะเริ่มลงหัวโดยการค่อยๆทิ้งใบคือใบเริ่มเหี่ยวแห้งไป นักเล่นว่านหน้าใหม่ก็มักจะตกใจว่าว่านเป็นอะไร จะตายแล้วหรือ? ความจริงไม่ครับ เขากำลังเริ่มพักตัวในฤดูแล้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นว่านบางกลุ่มก็ยังไม่ทิ้งใบ ด้วยสาเหตุคือ

๑.การปลูกปลูกล่าช้าจากฤดูการปลูก

ทำให้หัวว่านเขาไม่แก่เต็มที่ ว่านก็จะลงหัวทิ้งใบล่าช้ากว่าว่านที่ปลูกตั้งแต่ต้นฤดูฝน ซึ่งเป็นการเอาตัวรอดของพืชกลุ่มว่าน เพราะถ้าหากขืนทิ้งใบไปตามฤดูกาลเขาก็อาจจะไม่รอดพ้นฤดูแล้งไปได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้อย่าลดปริมาณน้ำ ให้ทำการให้น้ำตามปกติ และอาจจะเพิ่มแสงแดดให้เขาเพิ่มเติมโดยใช้ไฟฟ้า เพื่อเลียนแบบกลางวันในช่วงฤดูฝนที่กลางวันจะยาวกว่าฤดูหนาว

๒.เป็นธรรมชาติของว่านนั้นๆเองที่จะไม่ลงหัว

ส่วนใหญ่ก็เป็นว่านที่เป็นไม้ใบหรือไม้ร่ม ซึ่งว่านดังกล่าวอย่าไปเผลองดน้ำเชียวเพราะมีหวังเขาตายได้ครับ

การเช็คว่านกลุ่มที่จะลงหัวหรือไม่ลงหัวในฤดูแล้ง

๑. เช็คการมีหัวและสภาพหัวของว่าน

โดยหลักๆคือ ว่านในกลุ่มที่มีหัวนั้นแสดงว่าเขาพร้อมที่จะลงหัวในฤดูแล้งอยู่แล้ว โดยธรรมชาติว่านในกลุ่มนี้จะรีบสะสมอาหารในฤดูฝนและพักตัวลงหัวในฤดูแล้ง ได้แก่ ว่านในวงศ์ขิง(Zingiberaceae) เช่น กลุ่มขมิ้น กระเจียว ขิง ข่า ไพล เป็นต้น

ว่านขันหมาก : ว่านที่มีลักษณะอิ่มน้ำ หรือว่านที่ชอบร่มรำไร จำพวกเหล่านี้จะไม่ลงหัวในฤดูแล้ง
ว่านขันหมาก : ว่านที่มีลักษณะอิ่มน้ำ หรือว่านที่ชอบร่มรำไร จำพวกเหล่านี้จะไม่ลงหัวในฤดูแล้ง

แต่ก็จะมีว่านกลุ่มที่มีหัว ชนิดที่ถ้าให้น้ำอย่างต่อเนื่องเขาก็จะเจริญเติบโตได้ต่อไป ซึ่งสังเกตง่ายๆจากการขึ้นโดยธรรมชาติ หากว่านใดขึ้นในที่ร่มรำไรและชอบอยู่ตามริมธารน้ำ ให้ทายว่าเมื่อเขาได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องเขาก็จะไม่ลงหัว หรือให้ดูจากสภาพหัวหรือใบที่อิ่มน้ำอย่างว่านกลุ่มที่มีหัวแบบหัวหอม หรือว่านจำพวกบอน ว่านกลุ่มนี้เราควรให้น้ำอย่างต่อเนื่องเพราะจะทำให้เขาแตกหน่อแตกกอได้ตลอดทั้งปี

มีข้อเพิ่มเติมโดยหลักๆอีกประการคือว่านในกลุ่มขมิ้น หรือกลุ่มกระเจียวทั้งหมดมักลงหัว ในขณะที่ว่านในกลุ่มไพล หากให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจะไม่ลงหัว ละยังคงแตกหน่อแตกกอได้ตลอด ดังนั้นว่านในกลุ่มไพลจึงแนะนำให้ทำการให้น้ำอย่างต่อเนื่องครับ

๒. ทดลองให้น้ำไปเรื่อยๆ

หากว่านใดที่ธรรมชาติเขาต้องการที่จะลงหัวแม้จะให้น้ำไปสักเพียงไร เขาก็จะทิ้งใบลงหัวอยู่ดี เว้นแต่ปลูกเขาล่าช้าจากฤดูการเพาะปลูกไปมาก เพราะว่านมักจะไม่รีบทิ้งใบหากยังมีน้ำอยู่เต็มที่ และหัวสะสมอาหารของเขายังสะสมอาหารไม่เพียงพอ

เมื่อว่านลงหัวแล้วต้องทำอย่างไร

ให้ทำการแยกกลุ่มว่านที่ลงหัว

ให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันและให้งดการให้น้ำ เพราะการให้น้ำอย่างต่อเนื่องจะทำให้หัวว่านเน่าตายได้ โดยกลุ่มว่านที่งดน้ำนี้อาจให้น้ำสัปดาห์ละครั้ง ถึงเดือนละ ๑ ครั้งเพื่อมิให้ดินแห้งเกินไปอันจะทำให้หัวในดินเสียหายได้ และเช่นเดียวกันหากให้น้ำชุ่มฉ่ำมากเกินไป อาจทำให้หัวว่านเน่าได้ง่าย โดยเฉพาะว่านที่ไม่ได้กู้มาเกินสองปีซึ่งจะมีหัวเก่าที่จะฝ่อไปและเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ยิ่งทำให้เน่าได้ง่าย

ว่านที่ไม่ลงหัวให้รดน้ำตามปกติ

อาจมีการเติมดิน เปลี่ยนดิน ขยายกระถางเพื่อให้ว่านได้มีแหล่งอาหารเพิ่มเติมเพราะว่านกลุ่มนี้จะเจริญงอกงามไปได้ตลอดทั้งปี

การแยกประเภทกลุ่มว่านหัวเล็กและหัวใหญ่

แยกกลุ่มว่านจากขนาดของหัวออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ “ว่านกลุ่มหัวเล็ก” และ “ว่านกลุ่มหัวใหญ่”

ว่านกลุ่มหัวเล็ก ได้แก่ กลุ่มว่านดอกทอง ว่านไก่ทั้งหลาย ว่านกลุ่มเพชรน้อย และว่านกลุ่มกระเจียวทั้งหลาย หรืออาจใช้หลักที่ว่า ว่านใดมีขนาดของหัวเล็กกว่าหัวแม่มือให้จัดเป็นว่านกลุ่มหัวเล็กทั้งสิ้น

ว่านกลุ่มหัวขนาดใหญ่ เอามาผึ่งไว้ในร่มได้นาน หัวจะไม่ฝ่อง่ายนัก
ว่านกลุ่มหัวขนาดใหญ่ เอามาผึ่งไว้ในร่มได้นาน หัวจะไม่ฝ่อง่ายนัก

๑. ว่านกลุ่มหัวใหญ่

ให้ทำการกู้เก็บไว้ทำประโยชน์ แล้วรอจนถึงต้นฤดูฝนราวๆเดือน พ.ค. ค่อยนำลงดินปลูก หรืออาจจะใช้วิธีเก็บไว้ใช้ประโยชน์ส่วนหนึ่งและส่วนหนึ่งให้ฝังกลับคืนลงไปในดินหรือกระถางเก่า(จะได้ไม่ต้องเร่งรีบตอนปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพราะช่วงนั้นอาจจะมีงานอีกมากมาย เช่น การดูแลเรื่องวัชพืช) โดยอาจผสมดิน ผสมฮิวมัสคือซากพืช เข้าไปในดินที่กระถางหรือแปลงเดิม เพื่อเป็นการเติมดินที่พร่องหรือจืดไปจาการถูกน้ำชะ ตลอดจนถูกว่านดูดสารอาหารไปในฤดูกาลที่ผ่านมา การกู้ว่านจะเป็นการพรวนดินบริเวณนั้นไปในตัว และยังเป็นการกระจายว่านไม่ให้แออัดจนเกินไป จนกลายเป็นการแย่งสารอาหารหรือเป็นการสะสมของโรคได้ จากนั้นกระถางที่พึ่งลงหัวว่านไปนี้ให้แยกไว้ในโซนที่งดน้ำ (ซึ่งควรแยกโซนพืชกลุ่มนี้ไว้แต่แรกจะสะดวกกว่า) โดยให้น้ำพอให้ดินไม่แห้งมากนั้นสักประมาณ ๒-๔ สัปดาห์/ครั้ง

ว่านกลุ่มหัวขนาดเล็ก หัวฝ่อแห้งได้ง่ายหากผึ่งไว้ในร่มนานเกินไป เมื่อกู้แล้วควรนำลงดินปลูกทันที
ว่านกลุ่มหัวขนาดเล็ก หัวฝ่อแห้งได้ง่ายหากผึ่งไว้ในร่มนานเกินไป เมื่อกู้แล้วควรนำลงดินปลูกทันที

๒. ว่านที่มีขนาดหัวเล็ก

หากกอไม่เบียดกันจนเกินไปไม่แนะนำให้กู้ว่านหรือหากจะกู้ก็ให้รีบนำลงดินให้หมดเพราะว่านที่มีหัวขนาดเล็กนี้น้ำและสารสะสมในหัวจะมีค่อนข้างน้อยหากกู้พักไว้นานเกินไปโดยไม่ลงดินจะทำให้หัวแห้งและตายได้ ว่านหัวเล็กทั้งหลายการแยกจึงมักแยกว่านในช่วงที่แตกต่างจากว่านกลุ่มหัวขนาดใหญ่คือ จะแยกอีกครั้งในฤดูฝนในช่วงที่ฝนตกได้ราวๆ ๑-๒ เดือนแรก ดังนั้นว่านหัวขนาดเล็กนี้เมื่อต้องการนำมาใช้ให้กู้เก็บเป็นครั้งคราวไป ไม่ควรกู้เก็บมาเผื่อในคราวเดียว

วิธีการเก็บกู้ว่านเพื่อนำมาใช้ประโยชน์

การกู้เก็บมาใช้ทางยา

ให้ทำการเก็บกู้หลังจากที่หัวแก่เต็มที่ และว่านทิ้งใบเองตามธรรมชาติ เพราะในช่วงนี้โอสถสารของว่านยาจะมีเต็มที่ การกู้เก็บว่านยาในช่วงฤดูฝนหรือฤดูเจริญเติบโตเพื่อนำมาทำยา ต้องเข้าใจว่าโอสถสารของว่านจะลดน้อยลง นี่พูดถึงว่านที่เอาหัวทำยานะครับ ดังนั้นการกู้เก็บว่านที่ใช้ทางยาจึงจำเป็นต้องอ้างอิงหลักการเก็บยาตามฤดูของศาสตร์การแพทย์แผนไทยกล่าวคือ

หลักการเก็บยาตามหลักการแพทย์แผนไทย

การเก็บยาตามวิธีการของโบราณ  ถ้าหากจะพิจารณาให้ดีแล้ว  เห็นว่ามีความสำคัญมาก  สำคัญทั้งทางด้านให้ได้ตัวยา  มีสรรพคุณดีและทั้งทางด้านการสงวนพันธุ์ของพืชสมุนไพรของตัวยาให้คงไว้อยู่ตลอดไป การเก็บยาต่าง ๆ ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกาลเวลา วิธีการเก็บยาของแพทย์แผนโบราณมี ๔ วิธี คือ ๑.การเก็บยาตามฤดู ๒.การเก็บยาตามทิศทั้งสี่ ๓.การเก็บยาตามวัน และ๔.เวลาการเก็บยาตามยาม (กาลเวลา)

๑. การเก็บตัวยาตามฤดู

๑)  คิมหันตฤดู  (ฤดูร้อน)    เก็บ  เหง้า หัว แก่น ราก จึงจะได้ยามีสรรพคุณดี (การกู้เก็บว่านถ้าอ้างอิงตำราแพทย์แผนไทยควรเก็บในฤดูร้อน แต่แท้จริงแล้วถ้าเขาลงหัวดีแล้วก็เก็บในฤดูหนาวได้ เพราะฤดูหนาวดินไม่แห้งมากนัก อากาศก็ดี การกู้เก็บว่านจะสะดวกกว่า)

๒)  วสันตฤดู  (ฤดูฝน)  เก็บ ใบ ดอก ลูกหรือฝัก จึงจะได้ยามีสรรพคุณดี (ฤดูนี้จะกู้เก็บว่านที่ใช้ ใบ ดอก ลูกหรือฝัก)

๓)  เหมันตฤดู (ฤดูหนาว)  เก็บ เปลือกไม้ กระพี้ และเนื้อไม้ จึงจะได้ยามีสรรพคุณดี

๒. การเก็บตัวยาตามทิศทางทั้ง ๔

๑)  วันอาทิตย์ วันอังคาร เก็บยา ทิศตะวันออก

๒)  วันจันทร์ วันเสาร์ เก็บยา ทิศตะวันตก

๓)  วันพุธ วันศุกร์ เก็บยา ทิศใต้

๔)  วันพฤหัสบดี เก็บยา ทิศเหนือ

ในการเก็บยาตามทิศนี้  ให้ถือเอาที่อยู่ของหมอผู้เก็บยาเป็นศูนย์กลาง หลักการเก็บยานี้นอกจากจะได้ยาที่มีฤทธิ์ดีแล้ว ยังเพื่อให้เก็บยากระจายไปทั่ว เป็นการเปิดโอกาสให้ว่านยาเจริญเติบโตเพิ่มจำนวน ทำให้มียาเหลือใช้ตลอดนั่นเอง

๓. การเก็บตัวยาตามวันและเวลา

๑) วันอาทิตย์  เช้าเก็บต้น   สายเก็บใบ          เที่ยงเก็บราก   เย็นเก็บเปลือก

๒) วันจันทร์  เช้าเก็บราก  สายเก็บแก่น       เที่ยงเก็บใบ  เย็นเก็บเปลือก

๓) วันอังคาร  เช้าเก็บใบ  สายเก็บเปลือก   เที่ยงเก็บต้น  เย็นเก็บราก

๔) วันพุธ   เช้าเก็บราก   สายเก็บเปลือก    เที่ยงเก็บต้น   เย็นเก็บแก่น

๕) วันพฤหัสบดี  เช้าเก็บแก่น   สายเก็บใบ  เที่ยงเก็บราก  เย็นเก็บเปลือก

๖) วันศุกร์   เช้าเก็บใบ   สายเก็บราก               เที่ยงเก็บเปลือก  เย็นเก็บต้น

๗)  วันเสาร์   เช้าเก็บราก  สายเก็บต้น            เที่ยงเก็บเปลือก  เย็นเก็บใบ

๔. การเก็บตัวยาตามยาม(กาลเวลา)

๑) กลางวัน

(๐๖.๐๐-๐๙.๐๐ น.)                  ยาม ๑ เก็บ ใบ ดอก ลูก

(๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น.)                  ยาม ๒ เก็บ กิ่ง ก้าน

(๑๒.๐๐-๑๕.๐๐ น.)                  ยาม ๓ เก็บ ต้น เปลือก แก่น

(๑๕.๐๐-๑๘.๐๐ น.)                  ยาม ๔ เก็บ ราก

๒) กลางคืน

(๑๘.๐๐-๒๑.๐๐ น.)                  ยาม ๑ เก็บ ราก

(๒๑.๐๐-๒๔.๐๐ น.)                  ยาม ๒ เก็บ ต้น เปลือก แก่น

(๒๔.๐๐-๐๓.๐๐ น.)                  ยาม ๓ เก็บ กิ่ง ก้าน

(๐๓.๐๐-๐๖.๐๐ น.)                  ยาม ๔ เก็บ ใบ ดอก ลูก

โปรดติดตามตอนที่ ๒…

เรียบเรียงโดย อรรถวัติ กบิลว่าน

ผู้เผยแพร่ หมอก็อต คลินิกแพทย์แผนไทย ลำพูน (โฮงยาพรมธวิหารฐ์)

๒๗ ม.ค. ๒๕๕๗ เพิ่มเติม ๑๑ ก.พ.๖๔
———————————————————————————————–