พรมมิ
ต้น พรมมิ ( Brammi ) เป็นพืชล้มลุก ลำต้นอวบน้ำมีลักษณะเป็นข้อปล้อง ลำต้นเลื้อยบนพื้นดิน ส่วนยอดจะชูขึ้นเด่นชัดไม่มีขนมีขนาดเล็กสีเขียวอ่อน ใบสีเขียวเข้มกว่าลำต้นเล็กน้อย เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มน้ำหรือริมตลิ่ง มีดอกสีขาวหรือสีครามอ่อน ในประเทศอินเดียและประเทศจีนนิยมกินพรมมิเพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงสมองและใช้เป็นส่วนผสมในยารักษาโรคบางชนิด

ภาษาจีนใช้ชื่อว่า “ อือลังไฉ่หรืออุยลักก๊วยโช๊ะ ” ส่วนประเทศไทยต้นพรมมิเป็นผักพื้นบ้านที่หลายคนรู้จักดี โดยเฉพาะคนไทย ภาคอีสานที่จะรู้จักผักพรมมิในชื่อผักมิ ผักหมี่ นมมิ พรมลีหรือผักหยดน้ำตา ที่เรียกว่า “ ผักหยดน้ำตา ” ก็เพราะลักษณะของใบของต้นพรมมิที่คล้ายกับหยดน้ำตานั่นเอง ภาคกลาง เช่น ราชบุรี ชลบุรี จะเรียกว่า “ ผักเบี้ย ” ภาคใต้ตอนบนแถบประจวบคีรีขันธ์ ถ้าเป็นต้นสีเขียวเรียก “ พรมมิ ” แต่ถ้ามีต้นสีแดงเรียกว่า “ พรมมิ พรมมิแดง ผักเบี้ยแดง ” คนไทยนิยมรับประทานผักมิสดทั้งต้นและใบพร้อมกัน กินเป็นผักแกล้มหรือกินจิ้มกับน้ำพริกก็ได้ รสชาติของผักมิจะออกขมนิดๆ และยังมีการนำผักมิมาใช้เป็นสมุนไพรเพื่อรักษาโรคอีกด้วย เช่น การดับพิษไข้ แก้อาการร้อนใน ใบช่วยขับเสมหะ ต้นใช้เป็นยาขับเลือด แก้อักเสบบวม เป็นต้น ในผักพรมมิมีสารสำคัญในกลุ่มแอลคาลอยด์ เช่น ซาโปนิน บรามิน ( Brahmine ) และนิโคติน
ชื่ออื่น
ผักมิ (ภาคกลาง), พรมมิ (ภาคกลาง), ผักหมี่, หยดน้ำตา (ทั่วไป), พรมลี (ชุมพร) , Brahmi (ฮินดู-อินเดีย)
ชื่อวิทยาศาสตร์
Bacopa monnieri (L.) Wettst
ชื่อพ้อง
Anisocalyx limnanthiflorus (L.) Hance, Bacopa micromonnieria (Griseb.) B.L.Rob., Bramia indica Lam., Bramia micromonnieria (Griseb.) Pennell, Bramia monnieri (L.) Drake, Bramia monnieri (L.) Pennell, Calytriplex obovata Ruiz & Pav., Capraria monnieria Roxb., Gratiola monnieri (L.) L., Gratiola portulacacea Weinm., Gratiola tetrandra Stokes, Habershamia cuneifolia (Michx.) Raf., Herpestis cuneifolia Michx., Herpestis micromonnieria
ชื่อวงศ์
Plantaginaceae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
พืชล้มลุกขนาดเล็ก สูง 10-40 เซนติเมตร ลำต้นเลื้อยทอดไปตามพื้นดินที่ชุ่มชื้น หรือมีน้ำขัง แตกกิ่งก้านมาก งอกรากที่ข้อใกล้พื้นดิน ลำต้นเกลี้ยง อวบน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปช้อน หรือรูปไข่กลับ กว้าง 1-5 มิลลิเมตร ยาว 6-20 มิลลิเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ไม่มีก้านใบ ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี 5 กลีบ รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กลีบดอกสีม่วงอ่อนเกือบขาวติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกยาวประมาณ 8-10 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนกลีบติดกันเป็นรูปกรวย เกสรเพศผู้มี 4 อัน รังไข่มี 2 ช่อง ภายในมีไข่อ่อนจำนวนมาก ใบประดับ รูปดาบ ยาว 2-3 มิลลิเมตร ผลแห้งแตกได้ รูปไข่ กว้าง 3 มิลลิเมตร ยาว 5 มิลลิเมตร พบตามพรุน้ำร้อน หนองน้ำที่โล่ง และตามริมน้ำทั่วไป

องค์ประกอบทางเคมี
จากการศึกษาสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพรมมิคือสารกลุ่ม saponinglyclosides ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ jujubogenin glycosides เช่น bacoside A3 และ becopaside X และ pseudojujubogenin glycosides เช่น bacopaside I, II, และ becopasaponin C

นอกจากนี้ ยังพบสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ได้แก่ apigenin และ luteolin ส่วนสารออกฤทธิ์สำคัญที่มีผลต่อระบบประสาทที่พบในต้นพรมมิเป็นสารในกลุ่ม triterpenoid saponin ที่ชื่อว่า bacoside ซึ่งชนิดที่มีรายงานการศึกษามากที่สุดได้แก่ bacoside A และ bacoside B รวมถึงยังมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์ brahmine อีกด้วย
เภสัชจลนศาสตร์
สาร bacoside A3, bacopaside I, bacopaside II, bacopaside X, and bacopasaponin C มีความชอบน้ำมันสูง (Log P 1.76) และถูกดูดซึมผ่านลำไส้ได้ดีมากกว่า 70% แต่มันอาจจะถูกทำลายในลำไส้เนื่องจากสัดส่วนยาที่ถูกดูดซึมได้ (Fa) มีค่าไม่เกิน 30% เนื่องจากมันอาจจะถูกทำลายโดยสารเคมีหรืออะไรบางในลำไส้
ปริมาณยาในรูปแบบ free drug คือยาที่สามารถกระจายตัวไปในอวัยวะต่างๆได้ หลังจากกินพรมมิเข้าไป สาระสำคัญทั้ง 5 ชนิดจะมีประมาณ 70% ที่อยู่ในรูป free drug ในขณะที่อีก 30% จับกับพลาสมาโปรตีน และด้วยความชอบน้ำมันและมีปริมาณยาในรูปแบบอิสระที่สูงจึงสามารถซึมผ่าน BBB เข้าสูงสมองได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก
สาร bacoside A3, bacopaside II, bacopaside X, และ bacopasaponin C ถูกทำลายที่ตับเป็นจำนวนมากถึง 70% ส่งผลให้ค่าชีวสมมูล (เป็นค่าที่บ่งบอกว่าร่างกายเอาไปใช่ได้เท่าไหร่) มีค่าที่น้อยถึง 6.20% ซึ่งหากจะพูดง่ายๆก็คือ หากกินพรมมิไป 100 mg ร่างกายจะนำไปใช้ได้เพียง 6.20 mg โดยประมาณ
ถิ่นกำเนิด
พรมมิเป็นพืชสมุนไพรที่พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยและยังสามารถพบได้ในประเทศแถบทวีปเอเชีย เช่น อินเดีย พม่า ศรีลังกา บังคลาเทศ ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น โดยมักจะพบตามที่ชื้นแฉะมีน้ำชุ่มหรือแถวริมตลิ่งต่างๆ สำหรับในประเทศไทยได้มีหลักฐานการใช้พรมมิเป็นยามาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยมีการกล่าวถึงการใช้พรมมิในตำราโอสถพระนารายณ์ และในอินเดียก็ได้มีการบันทึกในตำราอายุรเวทว่ามีการใช้พรมมิมานานกว่า 3000 ปีมาแล้วเช่นกัน
การขยายพันธ์
พรมมิสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการปักชำ โดยมีวิธีการดังนี้ การเตรียมวัสดุ ดิน ใช้ดินร่วน, ปุ๋ยคอก, ขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1 : 1 : 1 ถุงปักชำ การปักชำลงถุงจะต้องใช้ถุงดำขนาดที่พอเหมาะ การเลือกก้านพรมมิในการปักชำ โดยการตัดกิ่งก้านอ่อน ที่มีลักษณะสมบูรณ์ อาจมียอดและใบติดหรือไม่มีก็ได้ แต่ก้านที่ตัดต้องไม่เป็นโรค โดยตัดกิ่งก้านหรือปลายยอดยาว 3 – 4 นิ้ว วิธีการปักชำพรมมิ นำกิ่งพันธุ์พรมมิ ที่ตัดก้าน หรือปลายยอด ยาว 3 – 4 นิ้ว ริดใบบริเวณโคนก้านออกเล็กน้อย ปักก้านพรมมิลงไปในถุงดำที่กรอกดินเตรียมไว้ ให้ลึกลงไปในดิน 2 ส่วน ใน 3 ส่วน และให้ส่วนปลายตั้งขึ้นเหนือขอบถุงปักชำ รดน้ำให้ชุ่ม และคอยรดน้ำต่อไปให้วัตถุที่ปักชำชุ่มชื้นอยู่เสมอ จนกระทั่งก้านพรมมิที่ชำออกรากซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ จึงสามารถย้ายลงปลูกในแปลงปลูกได้ และควรรดน้ำให้ชุ่ม วันละ 1-2 ครั้งต่อไป
สรรพคุณ
จากสรรพคุณของผักมิ หรือ ต้นพรมมิ ที่มาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน นักวิทยาศาสตร์ได้เล็งเห็นถึงคุณค่าของต้นพรมมิ จึงได้มีการค้นคว้าและวิจัยสารสกัดจากต้นพรมมิ พบว่า ต้นพรมมิมีสรรพคุณช่วยบำรุงสมองให้แข็งแรง ลดความเสื่อมของเซลล์สมอง เพิ่มความจำ เพิ่มสมาธิและเพิ่มการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีการใช้พรมมิกันอย่างแพร่หลายจึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ตำราใหญ่ๆคือ ตำราไทย และตำราอินเดีย ดังนี้
ตำรายาไทย
ต้น-ขับโลหิต ขับพิษร้อนทั้งปวง บำรุงไขมันในร่างกาย บำรุงกำลังทำให้ร่างกายแข็งแรง บำรุงไขข้อ แก้ปวดตามข้อ
เปลือกต้น-บำรุงไขมัน บำรุงตับ ใบ ขับเสมหะ ดับพิษไข้หัว แก้พิษฝีดาษ แก้ร้อนในกระหายน้ำ
ดอก-แก้โลหิตระดูใสดังสีน้ำล้างหมาก ทั้งต้น ดับพิษไข้หัว แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับพิษร้อนทั้งปวง แก้ไข้ ขับปัสสาวะ บำรุงประสาท ขับเสมหะ ขับพยาธิ บำรุงหัวใจ แก้หืด แก้ปวดประสาท แก้ลมบ้าหมู รักษาริดสีดวง ไม่ระบุส่วนที่ใช้ ใช้แก้ไข้สวิงสวาย แก้หืดไอ แก้ริดสีดวง ดับพิษไข้หัว ดับพิษไข้กาฬ แก้ไข้ร้อนในกระหายน้ำ ขับพิษร้อนทั้งปวง บำรุงกำลัง แก้เส้นเอ็นให้แข็งแรง บำรุงไขมันในร่างกาย แก้ไข้ บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ แก้ลมบ้าหมู แก้เสียงแหบแห้ง
ตำรายาอายุรเวทอินเดีย
พรมมิถูกใช้เป็นสมุนไพรช่วยเพิ่มความจำ บำรุงสมอง
รูปแบบและขนาดวิธีใช้
ในการใช้พรมมิเป็นอาหารและผักจิ้มน้ำพริกคล้ายตำลึง สามารถบริโภคได้ตามปกติ แต่หากเป็นการใช้สารสกัดพรมมิ ควรใช้วันละ 1 เม็ด (300 มิลลิกรัม) หรืออาจรับประทานผักพรมมิ 30 กรัม (50ยอด) ก็จะเท่ากับสารสกัด 1 เม็ดเช่นกัน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ลดปวด
การทดสอบฤทธิ์ลดปวดในสัตว์ทดลอง ของสารสกัดเอทานอลจากใบของพรมมิ โดยใช้หนูขาวสายพันธุ์สวิสที่ถูกกระตุ้นให้มีอาการปวดด้วยการฉีดกรดอะซิติก จนเกิดอาการบิดงอลำตัว (writhing) ทดสอบโดยป้อนสารสกัด ขนาด 250 และ 500 mg/kg แก่หนูทางปาก ก่อนฉีดกรดอะซิติกเข้าทางช่องท้อง 30 นาที วัดผลโดยนับจำนวนครั้งที่หนูเกิดการหดตัวของช่องท้องตามด้วยการยืดกล้ามเนื้อขา ภายในเวลา 15 นาที หลังฉีดกรดอะซิติก ผลการทดสอบพบว่าหลังจากได้รับสารทดสอบแล้ว 15 นาที สารสกัดเอทานอล มีฤทธิ์ลดปวดได้อย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับ 36.69% และ 59.17% ตามลำดับ (p<0.01 และ p<0.001 ตามลำดับ) โดยเปรียบเทียบกับยามาตรฐานไดโคลฟีแนคโซเดียม (diclofenac Na) ขนาด 25 mg/kg (ลดอาการปวดได้ 72.78%)
แก้ท้องเสีย
การทดสอบฤทธิ์แก้ท้องเสียในสัตว์ทดลองของสารสกัดเอทานอลจากใบของพรมมิในหนูถีบจักรสายพันธุ์สวิส โดยกระตุ้นให้หนูท้องเสียด้วยการป้อนน้ำมันละหุ่ง หลังจากที่ป้อนสารสกัดเอทานอลจากใบของพรมมิ ขนาด 250 mg/kg หรือ 500 mg/kg เป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเอทานอลจากใบของพรมมิขนาด 250 mg/kg และ 500 mg/kg สามารถยับยั้งการถ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม เท่ากับ 35.42% และ 47.92% ตามลำดับ (p <0.001) โดยยามาตรฐานโลเพอราไมด์ (loperamide) ขนาด 50 mg/kg (ยังยั้งการถ่ายได้ 58.33 %)
ฟื้นฟูความจำ
การศึกษาผลของการฟื้นฟูความจำของสารบริสุทธิ์จากต้นพรมมิ ในหนูถีบจักรโดยป้อนสารทดสอบชนิดต่าง ๆ ขนาด 50 mg/kg ก่อนเหนี่ยวนำให้หนูเกิดภาวะความจำเสื่อมด้วยการฉีดสาร scopolamine 1 mg/kg เข้าทางช่องท้อง พบว่าสารบริสุทธิ์กลุ่มซาโปนิน ได้แก่ bacoside XI, bacoside I และ bacosaponin C มีฤทธิ์ในการช่วยป้องกันการสูญเสียความจำได้ และในการศึกษาฤทธิ์ปกป้องสมอง และฟื้นฟูความจำของพรมมิในหนูขาว โดยการป้อนสารสกัดเอทานอลจากพรมมิขนาด 40 mg/kg ร่วมกับการป้อนยากันชัก phenytoin ขนาด 25 mg/kg ซึ่งการป้อน phenytoin ให้แก่หนูขาวติดต่อกันเป็นระยะเวลา 14 วัน มีผลทำให้หนูสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้และความจำ แต่เมื่อป้อนสารสกัดจากพรมมิร่วมด้วย โดยป้อนให้ตลอดสัปดาห์ที่สองของการให้ยา พบว่าสามารถลดผลข้างเคียงของยาที่ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ และความจำของหนูเสียไปได้ นอกจากนี้เมื่อป้อนสารสกัดก่อนที่จะฉีดสาร AF64A ซึ่งเป็นสารทำลาย cholinergic neuron (เซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่สร้างและหลั่งสาร Ach ที่เกี่ยวข้องกับความจำ) เข้าทางโพรงสมอง (intracerebroventricular injection, i.c.v.) ของหนู แล้วป้อนสารสกัดเอทานอลต่อไปอีก 1 สัปดาห์ พบว่าสารสกัดพรมมิมีผลช่วยป้องกันการสูญเสียความจำของหนู เพิ่มระดับ cholinergic neurons และลดการทำงานของเอนไซม์ acetylcholinesterase (AChE) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ทำลายสารสื่อประสาท Ach ในสมองส่วน hippocampus
การศึกษาทางคลินิก
เพิ่มความจำ
การทดสอบฤทธิ์เพิ่มความจำด้วยวิธี double-blind placebo-controlled ในอาสาสมัครสุขภาพดีที่รับประทานสารสกัด 50% เอทานอล จากลำต้น ใบ และรากพรมมิ เปรียบเทียบกับยาหลอก โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่รับประทานสารสกัดพรมมิ จำนวน 33 คน เป็น ชาย 9 คน หญิง 24 คน มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 41.6 ปี และกลุ่มที่รับประทานยาหลอกจำนวน 29 คน เป็น ชาย 12 คน หญิง 17 คน มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 44.3 ปี สารสกัดพรมมิที่ใช้ในการทดสอบ กำหนดมาตรฐานสารสกัด (standardized) ให้มี bacosides A และ B รวมกันไม่น้อยกว่า 55% โดยแต่ละแคปซูลมีสารสกัดพรมมิขนาด 150 mg ทดสอบด้วยวิธีให้อาสาสมัครได้รับสารสกัดพรมมิ วันละ 2 แคปซูล เป็นระยะเวลา 90 วัน จากนั้นจึงวัดผลหลังรับประทานยาแล้ว ด้วยเครื่องมือ Cognitive Drug Research (CDR) computerized assessment system โดยอาสาสมัครจะได้รับการทดสอบความจำด้านต่างๆ ก่อนได้รับสารสกัด และทดสอบอีกครั้งหลังรับประทานสารสกัด ผลการทดสอบพบว่าความจำแบบ working memory (หรือความจำขณะทำงาน หมายถึงความจำซึ่งใช้ในการดึงข้อมูลมาใช้ในช่วงเวลาสั้นๆ ในขณะที่กำลังทำงาน เป็นระบบการจัดเก็บข้อมูลชั่วขณะ การจัดการกับข้อมูล และนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้) ของกลุ่มที่ได้รับสารสกัดพรมมิมีประสิทธิภาพที่ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.035) และการประมวลผลข้อมูลมีความผิดพลาดลดลง
การศึกษาผลของพรมมิในอาสาสมัครวัยกลางคนและสูงอายุ อายุมากกว่า 55 ปี จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้ยาหลอกและได้ผลิตภัณฑ์สารสกัดพรมมิขนาด 300 และ 600 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 3 เดือน พบว่าในกลุ่มอาสาสมัครที่รับประทานยาจริงมีความจำ มีการทรงตัวที่ดี มีความจำและสมาธิ รวมทั้งการตอบสนองต่อสิ่งเร้าดีกว่ากลุ่มอาสาสมัครที่รับประทานยาหลอก โดยเห็นผลหลังจากรับประทานยา ติดต่อกัน 2 เดือนขึ้นไป นอกจากนี้ยังไม่พบข้างเคียงใดๆ และการศึกษาในเด็กที่มีอายุระหว่าง 4-18 ปี โดยให้รับประทานแคปซูลสารสกัดพรมมิวันละ 1 แคปซูล (ประกอบด้วยสารสกัดพรมมิมาตรฐาน 225 มก.) นาน 4 เดือนพบว่า พรมมิผลช่วยเพิ่มพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กได้เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มที่ได้รับยาหลอก นอกจากนี้ยังพบว่าการให้เด็กสมาธิสั้น (attention deficit hyperactivity disorder) รับประทานสารสกัดพรมมิ ขนาด 50 มก. (ประกอบด้วย bacosides 20%) วันละ 2 ครั้ง มีผลช่วยให้เด็กมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้ดีขึ้น
รายงานการศึกษาผลในการช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของพรมมิในเด็ก ในประเทศอินเดีย โดยทำการทดสอบเด็ก 40 คน ที่มีอายุระหว่าง 6-8 ปี ให้รับประทานพรมมิในรูปแบบไซรัป วันละ 3 ครั้ง (1 ช้อนชา ประกอบด้วยผงพรมมิ 350 มิลลิกรัม) แบ่งให้รับประทานวันละ 3 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่าเด็กมีความสามารถในการเรียนรู้ได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับประทานยาหลอก และการศึกษาในเด็กสมาธิสั้น (attention deficit hyperactivity disorder) จำนวน19 คน อายุเฉลี่ย 8.3 ปี โดยให้รับประทานสารสกัดพรมมิมาตรฐาน (ประกอบด้วย bacoside 20%) ขนาด 50 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าเด็กมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้ดีขึ้น โดยมีความจำตรรกะ การเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ และผลการทดสอบด้านการพูด และภาษา (sentence repetition test) ดีขึ้น
สรุปการคุณประโยชน์ของพรมมิ

- บำรุงสารสื่อประสาท ในพรมมิมีสารสำคัญกลุ่มอัลคาลอยด์ อย่าง ซาโปนิน ( Saponins ) ไตรเทอร์ปีน ( Trierpenes ) สารบาโคไซด์ เอ ( BacosideS A ) สารบาโคไซด์ บี ( BacosideS B ) บาโคซัปโปไนน์ดี ( Bacosaponines D ) โดยสารกลุ่มนี้จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาทให้ทำงานได้ดีขึ้น และช่วยในกระบวนการสร้างสารสื่อประสาทให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ทำให้สารสื่อประสาทในสมองมีปริมาณมากพอที่จะใช้ในการส่งสัญญาณประสาทจากสมองไปยังส่วนต่างๆ และช่วยให้สารการทำงานของสารสื่อประสาทมีความต่อเนื่องส่งผลให้การประมวลผล การคิด ความจำ การเรียนรู้ของสมองดีขึ้น
- ยับยั้งการทำลายของเซลล์ประสาท โดยสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในพรมมิจะมีฤทธิ์ต้านการทำงานของอนุมูลอิสระในการทำลายเซลล์ประสาทและเซลล์สมอง โดยการเข้าไปยับยั้งการทำงานของอะซิทิลโคลีนเอสเตอเรส ( Acetylcholinesterase : AchE ) ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระที่เข้าไปทำลายเซลล์ประสาทและสมองอย่างได้ผล จึง่ช่วยลดความเสื่อมและการตายของเซลล์ประสาทและสมอง ลดความเสี่ยงและป้องกันการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้
- ช่วยขยายหลอดเลือด สารสกัดพรมมิช่วยขยายขนาดของเส้นเลือดในสมองส่งผลให้การหมุนเวียนของเลือดในสมองดีขึ้น เลือกจึงสามารถนำพาออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น เซลล์สมองจึงแข็งแรงและมีอายุยืนยาว ชะลอความเสื่อมของเซลล์สมองได้มากขึ้นส่งผลให้สมองทำงานดีขึ้น ทั้งความจำ สมาธิและการเรียนรู้
- คลายความซึมเศร้า สารสกัดพรมมิช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทและลดการตายของสารสื่อประสาทซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคซึมเศร้า ดังนั้นการรับประทานสารสกัดพรมมิจึงช่วยลดอาการของโรคซึมเศร้า
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษในหลอดทดลองต่อไรทะเลน้ำเค็ม ของสารสกัดเอทานอลจากใบของพรมมิ โดยใช้ไรทะเลระยะ nauplii (ไข่ที่เพาะในน้ำเกลือทะเลเป็นเวลา 48 ชั่วโมง จะให้ตัวอ่อนระยะ nauplii) นำไรทะเลเพาะเลี้ยงในน้ำเกลือทะเล ประมาณ 10 ตัว ต่อหลอดทดสอบ ให้สารสกัดสัมผัสกับไรทะเลเป็นเวลา 6 ชั่วโมง จากนั้นจึงหาค่าความเข้มข้นที่ทำให้ไรทะเลตายครึ่งหนึ่ง (LC50) และตายร้อยละ 90 (LC90) ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเอทานอลจากใบของพรมมิ มีความเป็นพิษต่อไรทะเล โดยมีค่า LC50 และ LC90 เท่ากับ 40 ug/mL และ 150 ug/mLตามลำดับ
จากการศึกษาความเป็นพิษของพรมมิในอาสาสมัครสุขภาพดี โดยให้รับประทานสารสกัดพรมมิ ขนาด 300 มก./วัน ติดต่อ 15 วัน และตามด้วยขนาด 450 มก./วัน อีก 15 วันไม่พบความเป็นพิษแต่อย่างใด แต่มีอาสาสมัครบางรายมีอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร และมีอาการคลื่นไส้
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
เนื่องจากผลการทดลองในหลอดทดลองพบว่า พรมมิ สามารถ ยับยั้งการทำงานของเอมไซม์ CYP1A2, 2B6, 2C9, 2C19 ได้ปานกลางถึงมาก และสามารถยับยั้งการทำงานของเอมไซม์ CYP3A4 ได้เล็กน้อย ผลการทดลองแบบนี้อาจจะบอกได้ว่าการกินคู่กับยาต่างๆ เช่น คาแฟอีน, วาฟารีน, ไอบูเฟ, ไดโคฟิเนค, และ โอมิฟาโซน เป็นต้น อาจจะเกิดปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรและยาแผนปัจจุบัน (Herb-drug interaction) อย่างไรก็ดี ค่าการดูดซึมของพรมมิมีต่ำมาก ทำให้ความเข้มข้นในเลือดมีน้อย (6.20%) ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรและยาแผนปัจจุบันจึงมีน้อยมากๆ ซึ่งเป็นผลดีต่อการใช้พรมมิมากๆครับ แม้ว่าพรมมิจะไม่มีความเป็นพิษ แต่ในการใช้ควรใช้แต่พอดีและไม่ควรบริโภคติดต่อกันนานเกินไป
อ้างอิง
- https://farmssb.com/brahmi/
- http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=303)
- https://www.disthai.com/17056159/พรมมิ
- https://amprohealth.com/herb/brahmi-indian-pennywort
ผู้รวบรวมข้อมูล อรรถ บ้านสวนสุขสบาย และ ธาร์มันษ์ ตลับเพชร์สกุล
ผู้เรียบเรียงใหม่ ธาร์มันษ์ ตลับเพชร์สกุล


