ว่านคางคก
ว่านนี้มีผู้นิยมปลูกมานานแล้ว แม้ในปัจจุบันก็ยังมีหามาเก็บเป็นสมบัติอยู่เสมอ เพราะว่านนี้มีสรรพคุณเป็นประโยชน์อยู่มาก แบ่งออกเป็นสองชนิด ตามสี่ที่ก้านของว่าน คือ
- ว่างคางคกก้นดำ หรือคางคกใหญ่
- ว่านคางคกก้านเขียว หรือคางคกน้อย
ชื่อวงศ์
วงศ์บอน ( Araceae )
ลักษณะ
ทั่วใบ มีหัวคล้ายคางคก มีเปลือกย่นๆคล้ายกับหนังคางคกไม่มีผิดเลย ก้านคล้ายใบอุตพิต เมื่อเวลางอกงามแล้วก้านจะโตกว่าธรรมดา ชนิดก้านดำที่ก้านจะมีสีดำกว่าธรรมดานับตั้งแต่โคนก้านจนสุดที่ใบ นอกนั้นตามลายใบก็เป็นสีดำ ชนิดก้านเขียวก็เป็นสีเขียวแทนดำทั้งก้าน และลายของใบก็เป็นสีเขียว
อีกตำราหนึ่งว่า ใบกลมคล้ายใบบัวบก ต้นเป็นเถามีเม็ดเหมือนผลยอ ใช้กินอยู่คงชั่วเบา กินบ่อยๆเป็นขี้กลากตกกละเหมือนคางคก ถ้าใช้ถือติดตัวอยู่คงเป็นอาวุธ
ประโยชน์
มีคุณทางอยู่คงดีไม่แตก ทำให้คงกระพัน ก่อนจะกินว่านให้เสก นะโมพุทธายะ ๓ จบ โดยกินกับน้ำธรรมดาหรือเหล้าก็ได้ พอกินเข้าไปสักครู่จะรู้สึกซ่าไปทั้งตัว ตามตัวจะคันยิบๆทีเดียวพอปัสสาวะออกมาจะหายคัน หมดฤทธิ์ ฉะนั้นเขากินก่อนถูกโบยตี
ถ้าเอาหัวว่านมาแกะเป็นรูปคางคก เสกด้วยอาการ ๓๒ จบแล้วเอาติดตัวสามารถป้องกันภัยและคงกระพันชาตรีด้วย ทางยาใช้ทาแก้โรคขี้เรื้อนกวาง และโรคผิวหนังอื่นๆได้ดีนัก
การปลูก
ต้องระวังอย่าให้ชุ่มโชกนัก มักจะให้หัวเน่าได้ ดินที่ปลูกควรกดให้แน่นนิดหน่อย เมื่อกลบว่านพอให้หัวโผล่ดินบ้าง ควรระวังเรื่องแดด อย่างถูกจัดนัก หัวจะเหี่ยวแห้งตายก่อน
บทคัดลอกจาก “ตำราคุณลักษณะว่านและวิธีปลูกว่าน” โดย สมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
รวบรวมและเรียบเรียงโดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ
เผยแพร่โดย ทีมงาน www.farmssb.com


